Archive for มิถุนายน 2017

เรื่องเปรี้ยว มือสังหารสวยพิฆาต 
ดังเปรี้ยงๆ จนไม่เขียนไม่ได้แล้ว แล้วในมุมมองพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนิกชนอย่างเรา จะคิดเช่นไร ความจริงวันนี้
ขอร่วมพิจารณากับคุณผู้อ่านทุกคนค่ะ!!


ถ้าถามว่าเปรี้ยวสวยไหม...ตอบเลย เธอสวย...
แต่ก็ไม่รู้ว่าก่อนจะสวยขนาดนี้ไปทำอะไรมา เรื่องนั้นเราไม่กล่าวถึง

แต่ความสวยของเธอทำให้เธอโด่งดังเป็นข่าวได้หลายวัน
(นี่ถ้า #เปรี้ยว ไม่มามอบตัวก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเหมือนในหนังไหม)

สื่อยุคปัจจุบันนี้ นำกระแสที่ผู้คนสนใจมาเร้าใจ
ทุกอย่างทีเกี่ยวกับ #เปรี้ยว ก็ดังไปหมด ตั้งแต่หมอนยันกระเป๋า
แต่ในเฟสบุ๊คเธอนี่ (จากที่ได้ไปส่องดูนะ) ถูกกระหน่ำSummer Sale
ไม่เหลือค่ะ (แต่เปรี้ยวคงไม่ได้อ่านแล้วกระมังคะ)

เสียงตอบโต้มากมาย หนึ่งในนั้น ก็มีการเห็นอกเห็นใจเปรี้ยว
เด็กน้อยวัยรุ่น ก็ออกมาปกป้องพี่เปรี้ยว ให้สู้ๆ อะไรทำนองนั้น
-- ไม่มีภาพประกอบ เพราะอ่านแล้วใจรู้สึกจะบอกช้ำ--
-----เกิดคำถาม เปรี้ยวเป็นฮีโร่ไปได้ไง--------งง-------

เข้าเรื่องเลย...มุมมองของเรื่องเปรี้ยวในแง่ของพระพุทธศาสนา
พิจารณา 5 ข้อด้วยกัน

1. ก่อนเปรี้ยวลงมือฆ่า *แอ๋มมีชีวิต
คือแอ๋ม ยังมีลมหายใจ เดินได้ พูดได้ มีความเป็นคน

2. ก่อนเปรี้ยวลงมือฆ่า *เปรี้ยวรู้ว่าแอ๋มมีชีวิต
แน่นอนเพราะเปรี้ยวและพวกก็นำตัวแอ๋มเข้ามาในรถเก๋งด้านหลัง
ในเวลาที่แอ๋มเองก็อาจจะไม่ทันรู้ตัว

3.ก่อนเปรี้ยวลงมือฆ่า *เปรี้ยวมีจิตคิดจะแอ๋ม
ข้อนี้ตามที่เปรี้ยวสารภาพบอกว่าพลั้งมือ...พลาดไป
ข้อนี้ไม่แน่ใจว่าเปรี้ยวกล่าวคำนี้เพื่อให้สังคมเห็นใจหรือไม่?
ไม่ทราบเหมือนกัน

4.ขณะเปรี้ยวลงมือฆ่า* เปรี้ยวมีความพยายามฆ่าแอ๋ม
ขณะที่เปรี้ยวใช้ทั้งตัวกดแอ๋มและมือบีบคอ ตบๆๆๆ 
ก็คงจะมีโทสะครอบงำ เมื่ออกุศลเข้าสิงจิต 
ให้กระทำความผิด กิเลสโทสะก็เพิ่มทวี

5. หลังเปรี้ยวลงมือฆ่า* แอ๋มก็ตายด้วยความพยายามนั้น
กล่าวคือในที่สุดแอ๋มก็หมดลมหายใจ =ตายทันที

นี่คือองค์แห่งศีลข้อที่ 1 ปาณาติปาตา เวระมะณีฯ
การฆ่าทั้งองค์ 5 นี้ ไม่ว่าจะฆ่าเอง หรือใช้ให้คนอื่นฆ่า
หรือแม้แต่การยุยงให้สัตว์นั้นฆ่ากันเองตายไปข้างหนึ่ง 
เช่นการเล่นพนันไก่ชน

นอกจากนี้ถ้าสัตว์นั้นไม่ตายอาจจมีการอนุโลมการฆ่า
เช่น การทำร้ายร่างกาย ทำให้เสียโฉม บาดเจ็บ
(นึกถึงง่ายๆ ตัวอย่างการตบตีแย่งผู้ชายของเมียหลวงเมียน้อย
ในละคร สาดน้ำกรดนั่นนี่โน่น น่ากลัวเชียวค่ะท่านผู้อ่าน)
นอกจากนี้การใช้แรงงาน กักขัง มัดไว้ ก็เกิดวิบากกรรมเช่นกัน

และโทษของกรรม หรือแรงกรรม ก็จะขึ้นอยู่กับ
1. คุณของสัตว์นั้น ตามลำดับ เช่น ฆ่าพระ ฆ่าคน ฆ่าสัตว์ 
2.ขนาดกาย ข้อนี้สำหรับสัตว์เดรัจฉาน ยิ่งฆ่าสัตว์ตัวใหญ่ยิ่งมีโทษ
เทียบกัน เช่น ฆ่าช้างบาปมากกว่าฆ่ามด 1 ตัว
3. ความพยายาม ยิ่งพยายามมาก ก็โทษมาก
4. กิเลสหรือเจตนา ยิ่งฆ่าด้วยโทสะหรือเกลียดชัง ยิ่งทวีคูณโทษแรง
มากกว่าพลั้งมือเพราะป้องกันตัว

ฆ่าคนหรือฆ่าตัวเองจึงเป็นบาปหนัก
เปรี้ยวฆ่าแอ๋ม ก็แปลว่าคนฆ่าคน บาปของเปรี้ยวครั้งนี้
ถือว่าเป็นบาปหนัก ยิ่งโกรธ บรรดาลโทสะ 
ขณะที่ฟันสับร่าง คิดดูแล้ว โอ้!! โหดจริงๆ

เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า
โทษของเปรี้ยวที่ฆ่าแอ๋มครั้งนี้ (ยังไม่ได้กล่าวถึงเพื่อนที่ช่วย)
กฎแห่งกรรมเป็นกฎที่ไม่มีใครหลีกพ้น แม้เปรี้ยวจะถูกศาลตัดสิน
จำคุกตลอดชีวิต หรือแม้กระทั่งอาจมีโอกาสออกมาในอีกหลาย 10 ปี
แต่บาปครั้งนี้ได้ถูก Set ไว้แล้ว 

เวรกรรมของแต่ละคนจึงขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นๆ
ไม่รู้ว่าเปรี้ยวและแอ๋ม
ผูกเวรกันมาแต่ปางก่อนหรือไม่?
ในที่สุดแล้ว เราชาวพุทธต้องมองโลกตามความเป็นจริง
(อ่านเพิ่มเติมเรื่ององค์แห่งศีลได้ ที่นี่ คลิก!!!)

ไม่ได้ให้เกลียดเปรี้ยวและไม่ได้ให้สงสารเปรี้ยว
แต่ให้สอนตนเองและสอนลูกสอนหลาน
ว่านี่คือสิ่งที่ไม่ควรทำ
การบรรดาลโทสะ ทำร้ายตนเองหรือทำร้ายผู้อื่น
ต่างทำให้เกิดกรรม


เปรี้ยวอาจจะสวย...รวย(จากไหนก็ไม่รู้)
แต่สิ่งที่เปรี้ยวทำไม่อาจกลับไปแก้ไขให้แอ๋มมีชีวิต

ถ้าคุณเคยโกรธเพื่อน โกรธพ่อแม่ โกรธน้อง
หรือกระทั่งโกรธตัวเอง จงพยายามระงับโทสะ
อย่าได้ทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายใครเลย

คิดดี-พูดดี-ทำความดี
พลาดไปก็ต้องแก้ไข ทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
เปรี้ยวเอ๋ยเปรี้ยว...


cr. อังคนารักษ์ พิทักษ์ธรรม



"เปรี้ยว"ในมุมมองพระพุทธศาสนา คิดยังไง?

ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปีพ.ศ.2560 
จนถึงปัจจุบันหลังจากยกเลิกควบคุมพื้นที่ 
ด้วยมาตรา 44 กับวัดพระธรรมกายเกิดอะไรขึ้นบ้าง?


ผ่านมา 3 เดือนหลังจากฟ้าใหม่ที่ประตูเปิดเข้า-ออกได้ตามปกติ
(อังคนารักษ์ก็หายไปพักใหญ่เพื่อไปเรียนรู้ศึกษาสิ่งต่างๆ มากมาย)
แน่นอนว่าวัดก็ยังคงเป็นวัด...
พระและสามเณรก็ยังอยู่รอดปลอดภัย

แต่หากถามว่า
"วัดพระธรรมกายในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง?"
#ธรรมกายในปัจจุบัน
ก็อยากจะถามกลับว่า
ผู้ถามอยากจะฟังคำตอบในแนวไหน

ถ้าให้ตอบในแนวกลางๆ ก็จะตอบว่า ยังสุขสบายดี ยังมีชีวิตอยู่
แต่ถ้าให้ตอบในแนวความจริงไม่เกรงอกเกรงใจ
ต้องบอกเลยว่า
การที่ถูกปิดล้อมวัด และงดเสบียงต่างๆ รวมทั้งการขนส่งเข้าก็ต้องผ่านการคัดตรวจ 
ปัจจุบันนี้ ค่าน้ำค่าไฟ ที่ปิดล้อมนานเป็นเดือน...
ไม่ทราบว่าใครจะรับผิดชอบ!!???
ข้าวปลาอาหารที่มีถูกใช้จนหมดไฟฟ้า น้ำประปาก็ต้องใช้
ณ จุดๆ นี้แม้วันนี้จะเปิดประตู แล้วเดินเข้าออกได้อย่างสบายใจ

แต่ตอบเลยว่า 
"ศิษย์วัดพระธรรมกาย" ยังมีความไม่สบายใจอยู่
เพราะรู้ได้ว่ากระแสจิตมืดดำ -เจือปนด้วยอคติ และโลภ โกรธ หลง
หลงในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหลงรัก
แต่หลงชัง คิดเสียราวกับว่า...(ภาษาเข้าขั้นโบราณ แต่อังคนารักษ์ชอบ อิอิ)
คิดเสียราวกับว่า คนทั้งหมดที่เข้าวัดและอยู่ในวัด มาวัดนี้คือเชลยสังคม พวกเขาคือคนผิดหรือ ที่ตราบาปในสังคม
นักวิชาการ ท่านอาจจะมีความรู้มากมายก่ายกอง อันนี้ไม่ขอเถียง
แต่ถ้าเอาความรู้ของท่านมาวิพากษ์และวิจารณ์ด้วยอคติ แนวคิดของตนเองผสม หรือคัดเลือกเอาบางมุม

เหมือนตาบอดคลำช้าง...คลำคนละทางจะเหมือนกันได้เช่นไร
บ้างก็ว่า...สมควรจับพระสึกให้หมดวัดเลยทีเดียวหรือ?
(อื้อหือแรง...!!!)
อัตตา อนัตตาจะเถียงกันไปทำไมเอากลางๆ วางอคติ
คิดตามความจริงเลยท่าน
หากมัวแต่เอาอคตินำทางความคิด
ยังไง๊...ยังไง๊ วัดนี้ก็ผิดหมดกระมังคะท่าน!!

ส่วนคำตอบว่าตอนนี้วัดพระธรรมกายเป็นยังไง?
ก็บอกได้ว่า ลองมาดูด้วยตาตนเองจะดีกว่า
อย่าไปเชื่อคนที่กล่าวหา อคติ 
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
ร้อยพันคำของคนที่ไม่เป็นมิตร ก็ไม่น่าเชื่อใจ
ศัตรูของเราไม่ใช่วัด ไม่ใช่พระ ไม่ใช่คนทำบุญ และไม่ใช่ผู้กล่าวหาแต่คือกิเลสในใจของมนุษย์ ที่บังคับให้ คิดชั่ว พูดชั่ว และ ทำความชั่ว
ถ้ามาตอนนี้ก็เหมือนเดิมคือ โปรดวางอาวุธก่อนเข้าวัด
อาวุธที่ว่าคือ กาย วาจาและใจ
ไม่ตั้งแง่จับผิด ไม่คิดทำร้ายใคร
มาเพื่อมาทำบุญ สวดมนต์ นั่งสมาธิ
วัดก็มีกิจกรรมงานบุญเพียงเท่านี้

และไม่ว่าจะเป็นเช่นไร วัดก็คือวัด ที่มีเขตพัมธสีมาชัดเจน
ไม่ว่าจะเกิดอะไร คนเข้าวัดก็อยากให้วัดที่เขาสร้างอยู่ให้ถึงรุ่นลูกหลาน

เราทำดีเพื่อความดี เพื่อตัวเองและคนที่เรารัก
พ่อแม่ไม่อาจอยู่คงกระพัน..มีแต่ความรักและบุญเท่านั้น
ที่จะส่งให้ถึงท่านได้

อยากรู้ว่าคนเข้าวัดนี้เขาคิดอย่างไรหลังสถานการณ์ปิดล้อม
อังคนารักษ์จะไปสัมภาษณ์มาให้นะคะ

>>>โปรดติดตามตอนต่อไปขอรับ<<

Cr.อังคนารักษ์ พิทักษ์ธรรม

ยิ้มหลังอ่าน^-^



3 เดือนในวัดพระธรรมกายหลังยกเลิก ม.44

- Copyright © ความจริงวันนี้ - Blogger Templates - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -